| Current Issue |
ปีที่ 22 ฉบับที่ 215
เดือน มกราคม 2555


 

 

Golf in Vietnam
ตีกอล์ฟสนุก สนามสวย อากาศเยี่ยม ที่ Hanoi

เมื่อหลายเดือนก่อนผู้เขียนไปชมกุ้ยหลินเมืองไทย ที่สนามกอล์ฟเขื่อนเชี่ยวหลาน หรือ รัชชประภา ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  คราวนี้ ผู้เขียนได้ไปชมกุ้ยหลินเวียตนาม ที่อ่าว Ha Long ทั้งสองแห่งล้วนแล้วแต่ให้ความสุขสนุกสนานไม่แพ้กัน

 

ผู้เขียนติดสอยห้อยตามทีมกอล์ฟของสมาคมนิสิตเก่า จุฬาฯ ที่ไปฉลองการคว้าแชมป์สามปีซ้อนที่ได้จากการแข่งขันกอล์ฟประเพณีประเภททีมรายการเก่าแก่ที่ชื่อว่า “Open Junior” ซึ่งทีมสีชมพูชนะสามปีซ้อนได้ครองถ้วยใหญ่ไปหลายสมัย ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขามีกระบวนการคัดตัวอย่างเป็นระบบและฝึกซ้อมกันมานาน

 

ปีนี้ชาวสีชมพูเลือกจะไปฉลองแชมป์กันที่เวียตนาม เพราะหลายคนไม่เคยไป เวียตนามขณะนี้เปิดประเทศให้นักลงทุนจากต่างชาติมาลงทุนในเวียตนามมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากเกาหลีและญี่ปุ่น คนไทยก็ไปลงทุนในเวียตนามมากเช่นกัน

 

เราเลือกไปเวียตนามเหนือ จุดหมายปลายทางคือ กรุงฮานอย ใช้เวลาสามวันสองคืน ตีกอล์ฟสองสนาม ล่องอ่าวฮาลองอีกหนึ่งวันเต็มๆ

 

ไกด์ของเราเป็นทหารกู้ชาติเก่า ก็เลยมีเรื่องการสู้รบในสงครามมาเล่าให้พวกเราฟังเป็นที่น่าสนใจของทุกคน เขาให้เราเรียกเขาว่า “สุเทพ” คุณสุเทพ ได้รับการคัดตัวไปเรียนภาษาไทยที่รัสเซีย เพราะหน้าเหมือนคนไทย เขาเล่าว่า ที่รัสเซียเขามีครูสอนภาษาไทยเป็นคนไทย และเขายังได้เรียนวิชาการต่อสู้หลายอย่าง รวมทั้งมวยไทย

 

สมัยเมื่อเวียตนามทำสงครามกับอเมริกา สุเทพเคยถูกส่งมาเมืองไทย เขาเล่าว่า ชาวเวียตนามต้องต่อสู้มาตลอด ในอดีตเวียตนามเคยตกเป็นเมืองขึ้นของจีนนานประมาณหนึ่งร้อยปี และต่อมาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอีก 90 ปี และรบกับอเมริกาอีกเป็นเวลากว่า 11 ปี จนกระทั่งอเมริกาแพ้สงครามเวียตนามและเลิกราไปเอง หลังจากนั้น เวียตนามจึงได้รวมประเทศ และมีการเลือกตั้ง แต่เวียตนามมีพรรคการเมืองพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์ และปกครองด้วยระบบสังคมนิยม โดยชาวเวียตนามให้ความรักและนับถือ ลุงโฮ มากที่สุด ถึงขนาดสร้างสุสานไว้ให้ท่าน และมีชาวเวียตนามมาเคารพที่สุสานมากมายในแต่ละวัน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้เข้าชมมากถึงขนาดต้องเข้าคิดกันยาวเหยียด

 

คุณสุเทพเล่าว่า เวียตนามมีประชากรประมาณ 86 ล้านคน ในกรุงฮานอยมีประมาณ 6 ล้านคน นับว่ามีพลเมืองมากเมื่อเทียบกับเมืองไทยที่มีประเทศใหญ่กว่า แต่ประชากรน้อยกว่า สมัยสงครามผู้ชายอายุ 18 ปีขึ้นไปต้องออกไปรบหมด เหลือแต่ผู้หญิงทำงานและเลี้ยงเด็ก

 

อย่างที่เราเห็นกันในรายการทีวี ที่นำภาพกองทัพรถมอเตอร์ไซด์ตามท้องถนนมาให้ชม การจราจรในกรุงฮานอยยังดูสับสนและขับรถยาก เพราะเต็มไปด้วยขบวนรถมอเตอร์ไซต์เต็มท้องถนนเบียดเสียดเลนรถยนต์ แต่น่าประหลาดใจตรงที่ดูเหมือนน่าจะมีอุบัติเหตุมาก แต่กลับมีไม่มาก เพราะรถในเมืองวิ่งกันช้า จึงหลบหลีกกันทัน หลายครั้งที่ดูเหมือนจะชนแน่แต่ก็สามารถหลบหลีกกันได้ทันเวลา ผู้เขียนนั่งอยู่ด้านหน้ารถบัสคอยลุ้นคนขับด้วยความตื่นเต้น แต่คนขับกลับขับไปอย่างสบายไม่มีอารมณ์บูดหรือลุ้นไปกับเราเลย

 

ฮานอย มาจากคำว่า ฮา ซึ่งแปลว่า ใน และนอย ซึ่งแปลว่า น้ำ กรุงฮานอย หมายถึง เมืองในน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ต่ำกว่าระน้ำในแม่น้ำแดง จึงต้องทำเขื่อนกั้นน้ำรอบเมือง ซึ่งเรียนรู้มาจากประเทศฝรั่งเศส ถนนบางสายเป็นสันเขื่อน ซึ่งจะเห็นถนนเก่าอยู่ข้างล่าง

 

กรุงฮานอย มีตึกสูงๆ อย่างในกรุงเทพฯเพียงไม่กี่ตึก ส่วนใหญ่เป็นตึกโรงแรม ตามท้องถนนมีตึกสองชั้นบ้าง สามชั้นบ้างเรียงราย แต่ไม่เหมือนตึกแถวบ้านเรา เพราะที่ดินแพงมาก ขายกันเป็นเมตรตามหน้าถนน แต่ละตึกจึงมีหน้ากว้างอย่างมากประมาณสามเมตร

 

ในสมัยก่อนชาวเวียตนามไม่มีทรัพย์สินของตนเอง รัฐบาลจะแบ่งปันอาหารให้เท่ากันหมด ซึ่งชาวไร่ชาวนาไม่เห็นด้วย และไม่ยอมทำงาน ภายหลังรัฐบาลจึงเปลี่ยนนโยบายใหม่ โดยแบ่งที่นาให้ตามจำนวนคนในครอบครัว แต่ครอบครัวหนึ่งจะมีบุตรได้ไม่เกินสองคน ถ้ามีเกิน คนที่เกินจะไม่ได้ที่ดินทำกิน ประชาชนจึงมีกำลังใจทำงาน ใครขยันก็ได้เยอะ ส่วนที่ดินในส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัย รัฐบาลก็จะแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยแยกออกไปจากพื้นที่ทำการเกษตร เขตพื้นที่อยู่อาศัยมีไม่มาก เพราะรัฐบาลกันพื้นที่เพื่อการเกษตรเอาไว้ ที่ดินปลูกบ้านจึงแพงมาก

 

ตึกที่อยู่อาศัยและทำการค้าของชาวเวียตนามจึงมีลักษณะเป็นแท่งเล็กๆปลูกติดกันเหมือนตึกแถว แต่ที่ดูไม่เป็นตึกแถวเพราะสูงต่ำไม่เท่ากัน และทาสีแตกต่างกัน สไตล์การตกแต่งหน้าตึกก็แตกต่างกันตามใจชอบของแต่ละบ้าน ที่น่าประหลาดใจก็คือ ตึกเหล่านี้ ทาสีแต่ด้านหน้า แต่ด้านข้างและด้านหลังไม่ทาสี ปล่อยปูนเปลือยเหมือนกันหมด คุณสุเทพบอกว่า คนเวียตนามเขาประหยัดจึงทาสีแต่ด้านหน้า ด้านข้างปล่อยไว้เผื่อมีบ้านอื่นมาปลูกติดหรือต่อเติม เหมือนสาวๆแต่งแต่หน้าก็พอแล้ว บางบ้านแต่งข้างหน้าเสียสวยงาม มีการทาคิ้วขอบหน้าต่างประตู มีการแกะสลัก เหมือนสาวแต่งหน้าเขียนคิ้ว ทาปาก  แต่ข้างๆไม่ทาสีดูแล้วตลกดี

 

ด้วยความที่นักกอล์ฟที่ไปเที่ยวเวียตนามทริปนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นนักกอล์ฟฝีมือดี ก็เลยขอไปเล่นสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิพคอร์สที่เคยใช้แข่งขันรายการ เวียตนาม มาสเตอร์ส ซึ่งเป็นรายการของเอเชี่ยน ทัวร์

 

สนามแรกที่ไปเยือนมีชื่อว่า Chi Lin Star Golf Course ตั้งอยู่ในเมือง Chi Lin อยู่ห่างจากตัวเมืองฮานอยประมาณ 70 กิโลเมตร สนามแห่งนี้เคยใช้เป็นสังเวียนในการแข่ง เวียตนาม มาสเตอร์ส ในปี 2004 ในครั้งนั้นมีนักกอล์ฟชื่อดังมาร่วมแข่งหลายคน ทางสนามถ่ายรูปนักกอล์ฟติดไว้เรียงรายบนคลับเฮาส์

 

สนามกอล์ฟ ฉี หลิน สตาร์ เป็นสนามเขาที่โชว์เลย์เอาท์เปิดเห็นแฟร์เวย์เป็นเขาเป็นคลื่น ไม่ใช่สนามเขาแบบป่า สภาพสนามสมบูรณ์ตลอดปี หญ้าบนแฟร์เวย์ตัดเป็นตาหมากรุกสวยงาม ช่วงที่ไปเล่นกรีนเพิ่งลงท็อปซอยมาได้สักหนึ่งอาทิตย์ จึงไม่เร็วนัก

 

นักกอล์ฟในทีมของเราหลายคนบอกว่า สนามสวย เล่นสนุก ท้าทายดี แต่พวกเขาเล่นกันที่หมุดหลัง แต่ไม่ถึงกับหมุดโปร จึงทำให้สนามยาวขึ้นและท้าทายขึ้นกว่าเล่นจากหมุดขาวธรรมดา สนามนี้มี 27 หลุม คอร์ส เอ, บี และ ซี กลุ่มเรามีนักกอล์ฟทั้งหมด 28 คน 7 ก๊วนพอดี ทางสนามใจดี เพราะเห็นว่ามีการแข่งขันเป็นทัวร์นาเม้นท์เล็กๆ ก็เลยให้ออกสองข้างที่คอร์ส เอ และ บี แล้ววนกลับมาที่ เอ มิฉะนั้น จะต้องเล่นวนตามระเบียบของสนาม คือเล่นจาก เอ ไปต่อที่ บี ใครออกที่ บี ก็ต้องไปต่อที่ ซี แล้ววนกลับมา เอ

 

เรามาถึงสนามกันประมาณเที่ยง เลยถือโอกาสสั่งอาหารที่คลับเฮาส์เป็นมื้อกลางวัน หลายคนสั่งเฝอมาทาน แต่บ่นผิดหวัง เพราะรสชาติจืดชืด แล้วมาแย่งกันทานข้าวผัดที่บอกกันว่า อร่อยมาก เหมือนเมืองไทยเลย ผู้เขียนก็เลยสั่งข้าวผัดมาทานบ้าง มีไข่ดาววางแปะอยู่ข้างบนหนึ่งฟอง แต่จานโตมาก ทานได้แค่ครึ่งจานก็อิ่มแล้ว ผู้เขียนเห็นไกด์เค้าสั่งเฝอมาทาน แต่เค้าใส่ซอสพริกลงไปพอสมควร จึงเข้าใจว่าคนเวียตนามเค้าทานกับแบบนี้ มิน่าล่ะ เห็นขวดซอสพริกวางไว้หลายขวดเลย การจ่ายค่าอาหารจะใช้ ID Card เป็นเหมือนพวงกุญแจ มีเบอร์ติด หนึ่งก๊วนใช้หนึ่งเบอร์ เล่นเสร็จก่อนกลับก็ขึ้นมาเคลียร์บิลจ่ายให้เรียบร้อย

 

พูดถึงเรื่องอาหารการกิน คุณ สุเทพ เล่าว่า คนเวียตนามเหนือจะทานอาหารรสจืด แต่คนภาคกลาง ภาคใต้จะทานอาหารรสจัดเหมือนคนไทย คนทางเหนือก็ใจเย็นกว่าคนทางใต้

 

เราออกเล่นกอล์ฟกันตอนบ่าย วันนั้นมีแดด อากาศจึงร้อนกว่าทุกวัน แต่ก็ไม่ร้อนมากเหมือนเมืองไทย แต่พอตกกลางคืน อากาศก็เริ่มเย็น

 

วันรุ่งขึ้น พวกเราไปตีกอล์ฟกันที่สนาม Phoenix GC. ซึ่งห่างจากกรุงฮานอยไปประมาณ 70 กิโลเมตรเช่นกัน ไปคนละทางกับ Chi Lin สนามกอล์ฟในฮานอยอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตรขึ้นไปทั้งนั้น เพราะใกล้ตัวเมืองสร้างไม่ได้ ถึงระยะทางจะพอๆ กับไป Chi Lin แต่ถนนหนทางไม่สะดวกนัก เพราะเป็นทางรถสวน รถขับได้ช้า โดยเฉพาะเมื่อมีกองทัพมอเตอร์ไซต์ทั้งสองข้างทาง ยิ่งทำให้ขับลำบาก รถขับตรงกลางวิ่งหลบกันเอง เราใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงจึงเดินทางถึงสนาม ระหว่างทางเพลิดเพลินไปกับชีวิตชนบทและตลาดค้าขายริมทางที่ตั้งอยู่เป็นระยะๆ มีผัก และผลไม้สดๆ ที่ชาวบ้านมาวางขายกันหลายเจ้า เห็นแล้วน่าซื้อ อากาศเมืองหนาวทำให้ผลไม้ดูมีสีสันสดใส

 

สนามกอล์ฟอยู่ริมถนน เมื่อถึงสนามกอล์ฟ เราก็มองเห็นภาพสวยงามของกุ้ยหลินบนบก ที่เต็มไปด้วยภูเขาหินทรายลูกเล็ก ลูกน้อย มีแฟร์เวย์เลาะลัดไปตามพื้นราบของเชิงเขาสลับกับพื้นน้ำในทะเลสาบที่สร้างขึ้นเป็นอุปสรรคในการเล่นกอล์ฟ และเลี้ยงหญ้าในสนาม

 

สนามแห่งนี้เป็นรีสอร์ทคอร์ส มีโรงแรม 140 ห้อง และมีสนามกอล์ฟขนาด 18 หลุม สามสนาม ได้แก่ Champion Course ที่เคยใช่เป็นสนามแข่งขัน เวียตนาม มาสเตอร์ส ปี 2007, สนาม Dragon Course และ สนาม Pheonix Course ทั้งสามสนามตีออกไปแล้วยาวเลย กลับมาคลับเฮาส์อีกทีก็ตอนจบหลุม 18 ในสนามมีซุ้มน้ำและอาหารขาย ระบบการจ่ายค่าน้ำค่าอาหารที่นี่คล้ายๆ กับ Chi Lin แต่ใช้กุญแจล็อกเกอร์เป็น ID Card ในการจ่ายค่าอาหาร ใช้หมายเลขตามเบอร์กุญแจ เล่นเสร็จก่อนกลับขึ้นมาเคลียร์บิล ถ้าใครทำกุญแจหายจะถูกปรับ 30 เหรียญสหรัฐฯ

 

แน่นอน เราเลือกเล่นที่สนาม Champion Course อาจจะเป็นเพราะตรงกับวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ทางสนามจึงย้ายหมุดหลังมาไว้รวมกันที่หมุดขาว ชาวสีชมพูไม่ทันสังเกต ตีกันอันเดอร์เป็นแถว เพราะแต่ละหลุมสั้นกว่าที่เคยเล่น มากลับตัวย้ายแท่นทีอีกทีก็ต่อเมื่อเล่นผ่านไปประมาณเก้าหลุม ตอนนี้ชักสนุกและท้าทายขึ้น แถมอากาศก็เป็นใจ เย็นสบายไม่มีแดดเลย เหมือนตีกอล์ฟในห้องแอร์

 

สนามนี้เป็นสนามเขาที่มีทิวทัศน์สวยงาม สนามสมบูรณ์ดี แต่ถ้าเปรียบเทียบกับ Chi Lin สนามนี้จะเป็นรองในเรื่องความสมบูรณ์ นักกอล์ฟในทีมบางคนก็ชอบที่นี่ แต่บางคนก็ชอบ Chi Lin มากกว่า แต่โดยรวมแล้วชอบทั้งสองสนาม

 

อาหารบนคลับเฮาส์มีมากมายหลายอย่าง ผู้เขียนสั่งก๋วยเตี๋ยวมากิน เป็นก๋วยเตี๋ยวทะเล น้ำซุปก็อร่อยดี แต่รู้สึกเหม็นคาวปลาหมึกนิดหน่อย เพราะใส่มาเยอะ แต่เขาจัดเครื่องเคียงมาให้หลายอย่างทั้งกิมจิ ต้นหอมดอง เต้าหู้แผ่นทอด ปอเปี๊ยะทอด มาให้กินเล่นก่อนก๋วยเตี๋ยวจะมา แก้เลี่ยนได้ดีทีเดียว ดูได้จากรูปที่นำมาฝาก

 

ความสวยงามของทั้งสองสนามเป็นอย่างไร ขอให้ท่านจินตนาการจากภาพที่ถ่ายมาฝาก

 

วันที่สามตรงกับวันอาทิตย์ เป็นวันที่เราตั้งใจจะเที่ยวเต็มๆ ทั้งวันก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ และถ้านักท่องเที่ยวมาฮานอย ก็จะต้องมาล่องเรือที่ Ha Long Bay บางคนก็ถือโอกาสมาพักค้างแรมในเมืองฮาลอง ระยะทางจากฮานอย ไปฮาลอง ประมาณ 180 กิโลเมตร นักกอล์ฟท่านใดเคยไปตีกอล์ฟที่คุนหมิง ประเทศจีน แล้วเลยขึ้นไปเที่ยว Stone Forest จะเห็นทางรถไฟสายเก่าแก่ตัดเลาะไหล่เขา มีหลายช่วงต้องลอดอุโมงค์ ไกด์ที่นั่นบอกว่า สายนี้ไปถึงเวียตนาม มาที่เวียตนาม ไกด์ที่เวียตนามก็บอกว่า รถไฟสายที่เห็นอยู่ข้างถนนนี่เป็นสายที่มาจากคุนหมิงมายังกรุงฮานอย ระยะทางประมาณ 360 กิโลเมตร เมืองฮาลอง อยู่ตรงกลางระหว่างทาง เป็นรถไฟสายที่ใช้ขนสินค้ามาลงที่ท่าเรือไฮฟง ซึ่งก็คล้ายกับท่าเรือคลองเตยในกรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำใกล้ปากอ่าว

 

พวกเราหลายคนเพลิดเพลินกับการชมชีวิตในชนบทสองข้างทาง เสียงบางคนบอกว่า “ผมชอบมาแบบนี้แหละ คือ มาตีกอล์ฟแล้วก็ท่องเที่ยวไปด้วย ได้เห็นบรรยากาศชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนเหมือนได้มาเมืองนอก นักกอล์ฟบางคนไม่ชอบเที่ยวชอบมาตีกอล์ฟอย่างเดียว

 

รถบัสนำเรามาถึงท่าเรือที่มีเรือนำเที่ยวจอดเรียงรายอยู่หลายลำ  เรือเหล่านี้มีหน้าตาเหมือนๆกัน เป็นเรือขนาดใหญ่จุได้ประมาณ 50 คน กำลังสบาย มีที่นั่งสองชั้น ชั้นบนวางเก้าอี้นอนเล่นแบบเก้าอี้ริมสระไว้เป็นแถว ชั้นล่างจัดเป็นโต๊ะนั่งหลายๆโต๊ะเรียงกันไปตามสองข้างลำเรือ ท้ายเรือเป็นครัว

 

บางคนซื้อหมวก บางคนซื้อของกินเล่นไปกินบนเรือ หน้าตาทุกคนมีความสุข เรือเริ่มออก หลายคนขึ้นไปนั่งบนชั้นบนชมวิว วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ไม่มีแดด และอากาศเย็น โดยเฉพาะเมื่อขึ้นไปนั่งชั้นบน ทั้งลมทั้งอากาศใส่เสื้อแจ็กเก็ตสวมทับยังเอาแทบไม่อยู่ บางคนทนไม่ไหวกลับลงมานั่งในห้องข้างล่าง

 

วันนั้นอากาศเย็น มีหมอกขมุกขมัว เลยเห็นวิวไม่สวยอย่างที่คิด แต่เท่าที่มองดูรอบๆ ไม่สวยเท่ากุ้ยหลินที่เขื่อนเชี่ยวหลาน หรือชื่อเป็นทางการว่า เขื่อนรัชชประภาที่ได้ไปมาเมื่อเดือนธันวาคม เพราะเขาที่นี่อยู่ห่างกัน และเป็นเขาใหญ่ มีแต่หิน ไม่ค่อยมีต้นไม้ แต่ที่เชี่ยวหลาน เขาเล็กเขาน้อยมีอยู่หลายเขา แต่ละเขาหินที่ตั้งตระหง่านนั้นมีต้นไม้เขียวครึ้มสวยงาม เรือแล่นไปได้สักประเดี๋ยว ก็ถึงถ้ำสวรรค์ อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อในอ่าวฮาลอง ที่ใครๆ ก็ต้องมาแวะชม

 

ภายในถ้ำสวยงามไปด้วยหินงอกหินย้อย ดูเป็นรูปสัตว์ในจินตนาการต่างๆ บ้างก็เป็นคนตัวเล็กๆสองคนจู๋จี๋กันใต้ต้นมะพร้าว บ้างก็ดูเป็นนมสาว บ้างก็ดูเป็นแม่มังกรและลูกมังกร มีคนเอาไฟดวงเล็กๆไปติดเป็นลูกตา ในถ้ำตกแต่งด้วยไฟสีต่างๆ ใครที่เคยไปเที่ยวถ้ำซิวเจียงในคุนหมิงมาแล้วก็จะเห็นคล้ายๆ กัน  แต่ถ้ำซิวเจียงใหญ่กว่ามาก และมีน้ำไหลผ่านในถ้ำ รวมทั้งมีน้ำตกผัว น้ำตกเมีย แต่ที่นี่มีน้ำพุพ่นขึ้นมาตรงกลางหิน  ภายในถ้ำก็เดินเพลินดี

 

ออกจากถ้ำกลับขึ้นเรือ ก็มีอาหารทะเลมาเสิร์ฟเป็นมื้อกลางวัน เรือแล่นผ่านหมู่บ้านชาวประมงที่อาศัยอยู่ในแพเป็นบ้านลอยน้ำ แต่ในกลุ่มเรา มีคนรู้ดี บอกให้เรือจอดเทียบเรือขายอาหารทะเลสดๆเป็นๆ มีทั้งปลาสารพัดชนิด กุ้ง ปู หอย ฯลฯ  เสียงคนเดิมบอกเพื่อนว่า “ใครจะกินปลาเก๋าบ้าง เดี๋ยวกูทำให้กิน” ซึ่งแน่นอน ไม่มีใครขัดศรัทธรา!

 

ว่าแล้วพวกเราบางคนก็กระโดดลงเรือขายปลา ช่วยกันสำรวจและดูสารพันสัตว์ในกระชังว่าจะกินอะไรกันดี หลังจากต่อไปต่อมา ก็ได้ปลาเก๋าตัวเบ้อเริ่มหนักแปดกิโลกรัม สนนราคาตกประมาณ 6,400 บาท เพราะเขาขายเป็นเงินยูเอส ตกประมาณกิโลละแปดร้อยบาท นอกจากนั้นก็ซื้อปูม้าสดๆนึ่งแจกกันกินคนละตัว ขอบอกว่าอร่อยมาก เนื้อแน่นหวาน ส่วนปลาเก๋าก็เอาหั่นเป็นท่อนๆ และนึ่งแจกโต๊ะละท่อน ส่วนหัวก็เอาไปต้มยำ ปรากฏว่า กุ๊กของเราใช้มะนาวหมดครัวก็ยังไม่แซบสมใจ แต่กุ๊กบนเรือ แอบชิมนิดเดียวก็หน้าเหยแล้ว ทุกคนยอมรับว่าต้มยำอร่อยมาก เพิ่มรสชาติในการล่องเรือให้สนุกสนานยิ่งขึ้น พร้อมกับเปิดไวน์บนเรือแกล้มไปกับอาหารทะเล หรือไม่ก็โค๊กกระป๋องที่มีจำหน่ายบนเรือ พร้อมน้ำชา กาแฟ

 

ลืมบอกไปว่า มาเที่ยวเวียตนาม แทบไม่ต้องแลกเงินดองของเวียตนามเลย เพราะที่เวียตนามใช้เงินยูเอสดอลลาร์ได้สบาย ของที่ขายก็บอกราคาเป็นดอง ใช้เงินบาทก็ได้ ทิปให้แคดดี้ก็ประมาณ 150,000 ดอง หรือประมาณสามร้อยบาท หรือเป็นเงินเหรียญฯ ก็ประมาณ 7-10 เหรียญฯ ส่วนใหญ่ก็ให้กัน 10 เหรียญฯ ผู้เขียนมีแต่เงินสกุลยูเอสติดตัวไป ก็ใช้แต่เงินยูเอส

 

ได้เวลาเดินทางกลับเมืองไทย เครื่องการบินไทยออกจากฮานอยเวลา 20:25 เรามาเช็ค-อินก่อนเรียบร้อย หลายคนแวะรับประทานอาหารเย็นระหว่างรอขึ้นเครื่องในสนามบิน ก็ยังมีเวลาเมาท์กันต่ออีกหน่อย เครื่องบินพาพวกเรากลับมาถึงสุวรรณภูมิประมาณสี่ทุ่ม ต่างก็ร่ำลาแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างมีความสุข

 

คนอื่นเป็นยังไงไม่ทราบ แต่ผู้เขียน สนุกเหมือนทุกครั้งที่ออกท่องเที่ยว ท่านใดสนใจจะไปตีกอล์ฟท่องเที่ยวที่เวียตนาม ปรึกษาหารือได้ที่กองบรรณาธิการ ON GREEN

 

Hanoi, the capital of Vietnam, gets its name from “Ha” meaning “in” and “Noi” meaning “water”. As such, the whole city is situated below the water line of the Red river and must have dams all around the perimeter to prevent water from flooding the city. The city has little to no tall buildings, which are mostly the newer hotels, but boasts a plethora of 2- to 3- story buildings. Because of the high property pricing, the buildings are mostly narrow, about 2-3 meters in width.

 

Being a city between the rivers, built from lowland, Hanoi has many scenic lakes and sometime is called "city of lakes". Among its lakes, the most famous are Hoan Kiem Lake, West Lake, Halais Lake, and Bay Mau Lake. West Lake is a popular place for people to spend time. It is the largest lake in Hanoi and there are many temples in the area. There are small boats for hire and many floating restaurants.

 

About 70 kilometers from Hanoi, Chi Linh Star Golf and Country Club is a 5 star golf club and has been host to the 2004 Vietnam Masters. The facility is spread over 324 hectares on a magnificent valley nestling beside a large lake and surrounded by hundreds of hectares of rolling forest hills. The Linh Star Resort is comprised of a 27 hole golf course, five star hotel, 300 villas and a wide range of outdoor sports and facilities.

 

Opened in 2003, the Chi Linh Star Golf and Country Club can be said to be the premier golf club in the north of Vietnam. Designed by the leading Australian Independent Golf Course Services, using the latest technologies and Turf grass, the golf course is indeed a worthy masterpiece. The clubhouse sits on the top of a hill, capturing a panoramic view over the entire golf course. With the immaculately conditioned undulating fairways, fast greens, strategically placed bunkers, together with the large lake and rolling hills, golfing experience at Chi Linh Star Golf is both enjoyable and challenging leaving the player with an everlasting impression.

 

Located about 60 kilometers from the capital city, Phoenix Golf Resort is the biggest golf resort in the Northern Province of Vietnam with a total of 54 holes, comprising the Champions course, the Dragon course and the Phoenix course. The Champions course hosted the Vietnam Masters in 2007. Even though the course is about the same distance as the Chi Linh GC, the road to it is fairly narrow and is congested by the myriad of motorcycles. The 60 kilometer trip took about 2 hours, but we were able to take the time to absorb the scenery of the countryside.

 

The golf course is located right next to the highway and is peppered with limestone cliffs and lush forestry. The resort comes with a 140 room hotel and modern facilities for all needs. The golf courses here have been called “Halong Bay on land” and were designed by three worldwide well known Planners designed Phoenix Course by Mr. Ronald W. Fream from USA, Champion Course by Mr. Song Ho Design Company from Korea and Dragon Course by Mr. Sato Kentaro from Japan.

 

Green Fees are about 60 USD for weekdays and 80 USD for weekends. The normal tip for caddies is about 6 USD per 18 holes. For further information and inquiries for golf tours to Vietnam, contact us at On Green.

 

| Back Issue |

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Summit OnGreen Media Co., Ltd.
72 Moo 14 Bangna-Trad Rd. (K.M. 10.5), Bangpleeyai, Bangplee, Samut Prakan 10540
Tel. 0 2300 0017 Ext.264-268 Fax. 0 23000273 www.ongreengolf.com

Copyright © 2009  |  All Rights Reserved

Web Page Hit Counter
Eating for Life