ยุคทองของการออกแบบไม้กอล์ฟ
กีฬากอล์ฟในทุกวันนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีนั้นมีส่วนสำคัญในการเล่นให้ดีได้เท่ากับฝีมือของตัวนักกอล์ฟเอง ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของกอล์ฟนั้นมีการพัฒนาอุปกรณ์กอล์ฟมากมายที่มีผลกระทบต่อการเล่นกอล์ฟของเราอยู่ในทุกวันนี้
การเปลี่ยนแปลงด้านสถานะทางสังคมทำให้คนในยุคปลายของ วิคตอเรีย มีความร่ำรวยมากขึ้น และมีเวลาว่างมากขึ้นที่จะทำกิจกรรมต่างๆ
ในอังกฤษเองจำนวนสนามกอล์ฟเพิ่มจาก 34 สนามในปี 1870 เป็น 400 สนามในปี 1890 เมื่อถึงปี 1910 จำนวนสนามกอล์ฟเพิ่มขึ้นจนถึง 4,000 สนาม
เช่นเดียวกัน ที่อเมริกาเองก็เกิดความคลั่งไคลในกีฬากอล์ฟมากขึ้น สนามกอล์ฟที่แรกเปิดในปี 1888 ที่ นิว ยอร์ก แต่ในปี 1900 จำนวนสนามกอล์ฟเพิ่มขึ้นเป็น 750 สนาม และเพิ่มอีกเท่าตัวในปี 1920 เป็นทั้งหมด 1,500 สนาม
เพื่อที่จะตอบรับกับนักกอล์ฟที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์กอล์ฟก็เกิดขึ้นตามมาเป็นดอกเห็ด ซึ่งแต่ละบริษัทก็ได้จดลิขสิทธิ์มากมายที่จะส่งผลต่อเกมการเล่นกอล์ฟที่สามารถเห็นได้ในทุกวันนี้
ลิขสิทธิ์เบอร์ Patent GB17554 โดย C. Haskell ในปี 1899
ลูกกอล์ฟแบบมีแกนพันด้วยยาง (Rubber Wound Core Golf Ball )
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของลูกกอล์ฟมีผลอย่างมากกับการเติบโตของกีฬากอล์ฟ นักวิศวะชาวอเมริกา Coburn Haskell เป็นคนแรกที่ออกแบบลูกกอล์ฟที่มีแกนกลางเป็นสายยางพันเป็นก้อนกลมๆ และหุ้มมันด้วยยาง Gutta Percha นักกอล์ฟในสมัยนั้นจะพบว่าสามารถตีได้ไกลกว่าเดิมกว่า 25% เมื่อใช้ลูกกอล์ฟประเภทนี้ อีก 5 ปีต่อมาลูกกอล์ฟแบบนี้ถูกเปลี่ยนมาใช้แกนกลางเป็นยางก้อนกลมๆ แทนการพัน ลูกกอล์ฟชนิดนี้ใช้กันเรื่อยมาจนกระทั่งศตวรรษที่ 20 และเมื่อไม่นานมานี้เองที่ผู้ผลิตลูกกอล์ฟเปลี่ยนรูปแบบในการทำล๔ูกกอล์ฟ
ลิขสิทธิ์เบอร์ Patent 18668/1905 โดย W.Taylor ในปี 1905
ลูกกอล์ฟแบบมีรอยบุ๋ม (Dimple pattern golf balls)

มีการพัฒนาลูกกอล์ฟให้ดีขึ้นกว่าเดิมโดย William Taylor ที่ออกแบบลูกกอล์ฟให้ด้านนอกมีรอยบุ๋มกว่า 300 อัน ซึ่งแตกต่างจากลูกของ Haskell ที่จะใช้ลูกกอล์ฟที่มีลักษณะเป็นรอยนูน บริษัท Spalding ซื้อลิขสิทธิ์นี้ในปี 1909 และผลิตลูกกอล์ฟออกมาหลายรุ่น ต่อมาบริษัทอื่นๆ ก็นำลักษณะการทำรอยบุ๋มบนลูกกอล์ฟมาใช้ และในปี 1915 เมื่อลิขสิทธิ์หมดอายุก็มีการใช้รอยบุ๋มกันอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นมาตรฐานมาจนทุกวันนี้
ในช่วงปี 1910 ถึง 1920 จะนิยมผลิตลูกกอล์ฟที่มีรอยบุ๋มเป็นลักษณะ 4 เหลี่ยม แต่ต่อมารอยบุ๋มถูกเปลี่ยนให้มีลักษณะเป็นวงกลมเนื่องจากผลิตได้ง่ายกว่า และยังทำความสะอาดง่ายอีกด้วย
ลิขสิทธิ์เบอร์ Pat. US976,267 โดย A. Knight ในปี 1910
ไม้กอล์ฟที่มีก้านเหล็ก (Metal Golf Club Shafts)
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในไม้กอล์ฟคือ การเปลี่ยนก้านจากการใช้ก้านไม้มาเป็นก้านเหล็ก ซึ่งในช่วงปี 1892 และ 1894 มีนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ 2 คนที่จดลิขสิทธิ์นี้ แต่กรรมวิธีม้วนแผ่นเหล็กเป็นก้านของ Arthur Knight เป็นกรรมวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในปี 1914 มีความพยายามจากสมาคมกอล์ฟต่างๆ ที่จะออกกฎไม่ให้มีการเล่นด้วยก้านเหล็กในการแข่งขัน แต่ผู้ผลิตก็ยังผลิตต่อไปในอเมริกา จนกระทั่งในปี 1925 USGA ต้องยอมเปลี่ยนกฎให้สามารถใช้ก้านเหล็กในการแข่งขันได้ และต่อมาทาง R&A ก็ต้องยอมเปลี่ยนกฎเช่นกันในปี 1929 นักกอล์ฟอันดับแนวหน้าของโลกในช่วงนั้นใช้ก้านไม้ Hickory อยู่ รวมถึง Bobby Jones ที่ใช้ก้านไม้ในการชนะ Grand Slam ในปี 1930
ลิขสิทธิ์เบอร์ Pat. US1516786 โดย Irving Prentis ในปี 1924
การคำนวณ (Swing Weight Swing Weighting Formula)
วิศวกรชาวอเมริกา Irving Prentis ได้จดลิขสิทธิ์สูตรในการคำนวณ Swing Weight โดยคำนวณจาก ความยาว น้ำหนัก และ COG ของไม้กอล์ฟ ซึ่งผู้ผลิตไม้กอล์ฟนำสูตรของเขาไปใช้เพื่อผลิตชุดเหล็กที่เข้าชุดกัน การออกแบบไม้กอล์ฟในทุกวันนี้คงต้องอาศัยสูตรนี้เป็นหลัก
ลิขสิทธิ์เบอร์ Pat. US1695598 โดย E.K.MacClain ในปี 1928
Sand Wedge
นักกอล์ฟชาว Texas ชื่อ Edwin Kerr MacClain เป็นคนแรกที่ออกแบบไม้กอล์ฟให้มีส่วนนูนที่ใต้ใบเหล็ก ซึ่งบริษัท L.A. Young เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์นี้ในการผลิตเหล็กที่จะเรียกกันต่อมาว่า Sand Wedge ที่เราคุ้นเคยกัน นักกอล์ฟอาชีพคนแรกๆ ที่ได้นำมันมาใช้คือ Bobby Jones ที่ใช้ Sand Wedge ในการแข่งขัน British ฯpen ในปี 1930 ที่สนาม Hoylake แต่เนื่องจากหน้าเหล็กในช่วงต้นๆ นั้นมีพื้นที่ใหญ่มากจนมีโอกาสที่จะตีโดนลูกกอล์ฟ 2 ครั้ง จึงถูกห้ามใช้ในการแข่งขันในปีเดียวกัน ต่อมามีการปรับปรุงหน้าเหล็กให้สอดคล้องกับกฎข้อบังคับ และมีการเริ่มใช้กันใหม่อย่างแพร่หลาย ทุกวันนี้มีการออกแบบ Wedge หลานรุ่น หลาย Loft ดพื่อให้เข้ากับการเล่นในสถานการณ์ต่างๆ
ทีตั้งลูก (Tee Peg) โดย W.Lowell ในปี 1922
การตีลูกจากแท่นทีออฟนั้นในสมัยก่อนต้องปั้นทรายแฉะขึ้นมาเป็นกองเล็กๆ วางลูบนกองทราย และตีลูกออกไป แต่ในปี 1889 William Bloxsom และ Arthur Douglas ได้ลิขสิทธิ์ที่ใช้อุปกรณ์ในการตั้งลูกบนแท่นทีออฟโดยสิงประดิษฐ์ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นแท่นยางกลมๆ ที่มีติ่งยื่นขึ้นมา 3 แฉก เพื่อวางลูกกอล์ฟ หลังจากนั้นมากว่า 3 ทศวรรษ มีสิ่งประดิษฐ์ออกมามากมาย จนกระทั่งในปี 1922 William Lowell ได้นำเสนอ “Reddy Tee” ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นที่นิยมจนทุกวันนี้ เขาไม่ได้รับลิขสิทธิ์จากทีตั้งลูกนี้ เนื่องจากถือว่าไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ แต่เป็นเพียงการเหลาไม้ขึ้นรูปเท่านั้น
ยังมีสิ่งประดิษฐ์อีกมากนะครับที่มีผลต่อการเล่นกอล์ฟในปัจจุบัน แต่สำหรับเดือนนี้หน้ากระดาษหมดเสียก่อน จึงต้องคอยติดตามในฉบับหน้าว่ามีอะไรดีๆ อีก |