Major Surprises
แชมป์เมเจอร์ ม้านอกสายตา
เมื่อพูดถึงม้านอกสายตาที่ขึ้นมาคว้าแชมป์เมเจอร์ ในอดีตนั้นมีหลายคน บางคนก็โด่งดังไปเลยในขณะที่บางคนคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ครั้งเดียวแล้วก็เงียบหายไป
จอห์น เดลี่ คว้าแชมป์ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ เป็นแชมป์เมเจอร์แรกของเขาได้ในปี 1990 จากการเป็นม้านอกสายตาที่สนาม Hazeltine โปรบ้านนอกจากอาร์คันซอ ที่เข้ามาเล่นในฐานะตัวสำรอง ซึ่งเขาก็ดังในทันทีด้วยลูกไดร์ฟอันทรงพลัง แต่เดลี่ก็สร้างชื่อทั้งในทางดีและไม่ดี เป็นข่าวมาตลอดก่อนที่จะมาคว้าแชมป์ บริติช โอเพ่น ได้อย่างไม่มีใครคิดอีกครั้งในปี 1995 ที่สนามกอล์ฟ St. Andrews สก็อตแลนด์ เป็นแชมป์เมเจอร์รายการที่สอง
ถึงแม้ว่าจะถูกแบนจาก พีจีเอ ทัวร์ บ้าง หลุดทัวร์การ์ดบ้าง แต่เดลี่ ก็ยังเป็นขวัญใจของแฟนกอล์ฟจำนวนมาก มีแฟนคลับมากมายขนาดมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง เขากลับมาสู่วงการแข่งขันอีกครั้งด้วยลุ๊คใหม่และเป็นพรีเซ็นเตอร์เสื้อผ้าสีสันสดใส
เดลี่ หยุดการแข่งขันไปหลายเดือน อันดับโลกในปัจจุบันจึงหลุดไปอยู่ที่ 435
พอล ลอรี่ หนุ่มสก็อตผู้นี้เป็นแชมป์บริติช โอเพ่น ปี 1999 ที่สนามกอล์ฟ คาร์นุสตี้ สก็อตแลนด์ ที่ผู้ชมอาจจะจำได้น้อยกว่า ฌอน วอง เดอ เวลด์ นักกอล์ฟฝรั่งเศสผู้ทิ้งแชมป์จากมือตัวเองในหลุมที่ 72 หลังจากขึ้นนำ 3 สโตรค เมื่อเล่นถึงหลุมสุดท้าย
วอง เดอ เวลด์ ไดร์ฟหลุมสุดท้ายออกขวาเข้ารัฟหนาห่างจากแฟร์เวย์ประมาณ 40 หลา แทนที่เขาจะตีกลับมาวางตัวในแฟร์เวย์ เขากลับคิดจะตีบุกข้ามน้ำเข้าหากรีน แต่ก็ต้องตกรัฟหนาอีกครั้ง ถึงกระนั้นก็ยังไม่เข็ด เขาพยายามจะตีข้ามน้ำอีก แต่คราวนี้ลูกตกน้ำ วอง เดอ เวลด์ ถอดถุงเท้า รองเท้า เตรียมจะบุกจากน้ำขึ้นกรีน แต่เขาเกิดเปลี่ยนใจยอมเสียดร็อป และตีช็อตที่ห้าตกทราย หลุมนี้ออกทริปเปิ้ลโบกี้ คะแนนจึงจบที่ 6 อันเดอร์เท่ากับ พอล ลอรี่ และ จัสติน เลียวนาร์ด ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ลุยช็อตสองจากรัฟและตกน้ำออกโบกี้
ทั้งสามคนออกไปเล่นเพลย์ออฟ และในที่สุด นักกอล์ฟผู้ชอบกีฬายิงเป้าบิน พอล ลอรี่ ก็คว้าชัยชนะไปท่ามกลางความมึนงงของผู้ชมและสภาพอากาศที่เลวร้ายของลิงค์คอร์ส ลอรี่ มีชื่อเสียงอยู่ไม่นาน ก็ค่อยๆเงียบไปเพราะผลงานไม่เตะตาเท่าที่ควร โดยในขณะนี้เขาอยู่ในอันดับที่ 189 ของ World Ranking
เบน เคอร์ติส นักกอล์ฟอเมริกันที่ไปคว้าแชมป์ บริติช โอเพ่นในปี 2003 ที่สนาม Royal St. George’s ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 26 ปี และเป็นรุ๊คกี้น้องใหม่ใน ยูเอส พีจีเอ ทัวร์ และได้สิทธิ์เข้าเล่น บริติช โอเพ่น เป็นปีแรก
ในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน สองนักกอล์ฟชื่อดัง โธมัส บียอร์น และ วีเจย์ ขึ้นนำการแข่งขัน โดยมี ไทเกอร์ วู๊ดส์ ไล่ตาม ชัยชนะทำท่าว่าจะเป็นของ โธมัส บียอร์น ซึ่งขึ้นนำถึง 3 สโตรคเมื่อการแข่งขันผ่านไป 14 หลุม แต่เมื่อเข้าสู่หลุม 15 เขาก็เริ่มเสียสโตรคด้วยการไดร์ฟตกบังเกอร์ ออกโบกี้ และตามมาด้วยดับเบิ้ลโบกี้ที่หลุม 16 เมื่อตกถึงสองบังเกอร์ คะแนนของเขาตกลงมาเหลือ -1 เมื่อเหลืออีกสองหลุมให้เล่น
เคอร์ติส ออกรอบสุดท้ายด้วยฟอร์มร้อน 11 หลุมทำได้ 5 อันเดอร์พาร์ จาก หกเบอร์ดี้ แต่เขาเริ่มเทไปทีละสโตรค และในที่สุดสามารถเซฟพาร์ที่หลุมสุดท้ายจบไปเป็นผู้นำในคลับเฮาส์ก่อนทีหนึ่ง อันเดอร์พาร์
บียอร์น ต้องการเพียงสองพาร์จากสองหลุม เพื่อให้ได้ออกไปเล่นเพลย์ออฟกับเคอร์ติส แต่เขาก็พลาดอีกครั้งที่หลุม 17 เมื่อตีช็อตสองลูกผ่านไปหลังกรีน ชิพเข้ามาผ่านหลุมเก็บพัตต์ไม่ได้ คะแนนจึงตกไปเหลือสแควร์พาร์เท่ากับวีเจย์ ซิงห์ โดยมีไทเกอร์ วู๊ดส์ ตามมาในอันดับที่ 4 ร่วม ด้วยคะแนนหนึ่งโอเวอร์พาร์
เบน เคอร์ติส จึงกลายเป็นรุ๊คกี้หน้าใหม่ที่เข้ามาคว้าแชมป์ บริติช โอเพ่น ไปในขณะที่ บียอร์น หัวใจแตกสลายอย่างน่าเสียดาย
ปัจจุบันนี้ เบน เคอร์ติส ยังคงสร้างผลงานได้ดี โดยอยู่ในเวริลด์ แร้งกิ้ง อันดับที่ 33
ท็อด แฮมิลตัน นักกอล์ฟอเมริกันที่เติบโตมาจากเอเชี่ยน ทัวร์ และ เจแปน ทัวร์ ซึ่งคนไทยคุ้นเคยชื่อนี้กันดีในสมัยนั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ พีจีเอ ทัวร์ ในอเมริกา และกลายเป็นม้านอกสายตาชาวอเมริกันคนที่สองติดต่อจาก เบน เคอร์ติส ที่คว้าแชมป์ บริติช โอเพ่น ในปี 2004
แฮมิลตัน เอาชนะ นักกอล์ฟชื่อดังชาวอัฟริกาใต้ เออร์นี่ เอลส์ จากการเล่นเพลย์ออฟสี่หลุมหลังจบการแข่งขัน ซึ่งทั้งคู่จบด้วยคะแนนเท่ากันที่ 10 อันเดอร์พาร์ 274 โดย แฮมิลตัน มีคะแนนำหนึ่งสโตรคเมื่อเข้าสู่รอบสุดท้าย
ถึงแม้ว่า ในวงพนันจะให้แฮมิลตันชนะในอัตรา 500/1 ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่ให้กับ เบน เคอร์ติส ในปีที่แล้ว แต่เมื่อแฮมิลตันขึ้นนำในรอบสุดท้ายก็ดูจะเป็นที่แปลกใจของผู้ชม แต่พวกเขาก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับแฮมิลตันนัก เพราะผู้ที่ทำคะแนนไล่หลังมานอกจากเออร์นี่ เอลส์ แล้ว ยังมีบิ๊กเนมอย่าง ฟิล มิเคลสัน, เรทีฟ กูเซ่น, เดวิส เลิฟ III, รวมทั้ง ไทเกอร์ วู๊ดส์ ไล่หลังมาติดๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าใครติดตามประวัติของเขาจะรู้ว่า หนุ่มใหญ่วัย 38 ปีผู้นี้เก๋ามาจากเอเชี่ยน ทัวร์ และ เจแปน ทัวร์ โดยเฉพาะในระยะหลังที่เขาไปเอาดีในเจแปน ทัวร์ เขาทำผลงานได้ดีมาก ก่อนที่จะเข้าสู่ ยูเอส พีจีเอ ทัวร์ ด้วยการผ่านควอลอฟายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2003 และสามารถคว้าแชมป์ได้ทันทีในเดือนมีนาคมถัดมา จากรายการ Honda Classic ที่ฟลอริด้าจากการเอาชนะ เดวิส เลิฟ หนึ่งสโตรค และตามมาด้วยแชมป์ บริติช โอเพ่น ในเดือนกรกฎาคม
ช่วงหลังๆ แฮมิลตันมีผลงานไม่ค่อยดี ปัจจุบัน เขาอยู่ในอันดับที่ 240 ของ World Ranking
ริช บีม เป็นแชมป์เมเจอร์อีกคนหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของ ไทเกอร์ วูดส์ ด้วยการคว้าชัยชนะ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ในปี 2002 ที่สนาม Hazeltine National Golf Club พร้อมรับเงินรางวัลเป็นเงิน $990,000 ทั้งนี้เป็นเพราะ ไทเกอร์ วูดส์ เองที่ไล่ไม่ทัน
วูดส์ มีคะแนนตามหลัง บีม สองสโตรค เมื่อเข้าสู่รอบสุดท้าย เขาไล่ขึ้นมาตามใกล้ชิดที่สุดที่หนึ่งสโตรค แต่ก็ทำได้แค่นั้น บีมจบรอบสุดท้ายที่ 4 อันเดอร์พาร์ 68 คะแนนรวม 10 อันเดอร์พาร์ 278 เอาชนะไทเกอร์หนึ่งสโตรค ขณะที่ ไทเกอร์ จบที่ 5 อันเดอร์พาร์ 67 บีม จึงกลายเป็นนักกอล์ฟคนที่ 12 ในรอบ 15 ปีที่คว้าแชมป์เมเจอร์รายการนี้ได้เป็นเมเจอร์แรก
บีม เป็นบุตรชายคนที่สี่ของ แลร์รี่ บีม สมาชิกตลอดชีพของ พีจีเอ และเป็นครูสอนกอล์ฟ ซึ่งปัจจุบันเป็นกอล์ฟโค้ชอยู่ที่ นิว เม็กซิโก แลร์รี่ เป็นนักกอล์ฟฝีมือดีคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยในรัฐ นิว เม็กซโก ในช่วงทศวรรษที่ 1960s ซึ่ง บีม ก็เดินตามรอยเท้าผู้พ่อ ด้วยการเป็นนักกอล์ฟของรัฐ นิว เม็กซิโก เช่นกัน
การแข่งขัน พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ในปี 2003 เป็นอีกปีหนึ่งที่แชมป์เป็นบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิด ชวน มิคีล กลายเป็นดาราดวงใหม่เมื่อเขาคว้าแชมป์ไปครองในการแข่งขันที่สนาม Oak Hill C.C. ในเมืองโรเชสเตอร์ มลรัฐนิวยอร์ค
ปีนั้นเป็นปีที่มีนักกอล์ฟฝีมือดีลงแข่งขันมากที่สุด 96 คนจากท็อป – 100 ของเวริลด์แร้งกิ้ง รวมทั้งยังมีนักกอล์ฟจากประเทศต่างๆมากที่สุดรวม 60 คนมาจาก 20 ประเ ทศ ซึ่งมากกว่าการแข่งขันเมเจอร์ใดๆในอเมริกา
มิคีล เล่นช็อตเด็ดด้วยเหล็ก 7 แอพโพรชขึ้นกรีนหลุมที่ 72 ซึ่งเขาและแค้ดดี้ บ๊อบ เซสนี่ย์ ประมาณระยะไว้ที่ 175 หลา ลูกตกไปอยู่ห่างหลุมในระยะเพียงสองสามนิ้ว เหลือแค่แท็ป-อินก็คว้าแชมป์
แชด แคมป์เบล เริ่มรอบสุดท้ายมีคะแนนเท่ากับมิคีล ที่ 4 อันเดอร์พาร์ ทั้งคู่เล่นกันมาอย่างสูสี แคมป์เบลตามหนึ่งแต้มเมื่อมิคีลเสียโบกี้ที่หลุม 17 แต่จากช็อตเด็ดที่หลุมสุดท้ายส่งผลมิคีลคว้าแชมป์ด้วยคะแนนเหนือ แคมป์เบลถึงสองสโตรค โดยแคมป์เบล จบรอบที่สแควร์พาร์ 70 ในขณะที่ มิคีล จบรอบที่ 2 อันเดอร์พาร์ 276 อันดับสามเป็นของนักกอล์ฟจากอัฟริกาใต้ ทิม คล๊าก คะแนน 279 ตามมาด้วย อเล็ก เซจก้า จากเช็คฯ จบที่ 280
ย้อนกลับมาดูแชมป์เมเจอร์สี่รายการของปีนี้ จะเห็นว่าแชมป์แต่ละคนต่างก็คว้าแชมป์มาแบบไม่มีใครคาดคิด เริ่มต้นด้วยเมเจอร์แรก The Masters ซึ่งแชมป์ปีนี้เป็นของ แองเกิ้ล คาเบรร่า อดีตแชมป์ ยูเอส โอเพ่น ปี 2007 โดย คาเบรร่า คว้าแชมป์ได้จากการเล่นเพลย์ออฟกับ เคนนี่ เพอร์รี่ และ แชด แคมป์เบล
ในขณะที่ผู้ชมเฝ้าชมการต่อสู้ของสองผู้ยิ่งใหญ่ ไทเกอร์ วูดส์ และ ฟิล มิคเคลสัน ที่ทำคะแนนได้ดีในรอบเก้าหลุมแรก แต่ผู้ที่ทำแต้มขึ้นนำสองสโตรคเมื่อเหลืออีกสองหลุมให้เล่นกลับกลายเป็นนักกอล์ฟรุ่นเก๋า เคนนี่ เพอร์รี่ วัย 48 ปี แต่ท่ามกลางความกดดันที่เขายังไม่เคยคว้าแชมป์เมเจอร์มาก่อน เขาจึงปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเหมือนเมื่อครั้งที่เขาเคยทำในการแข่งขัน พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ปี 1996 ที่ไปเสียโบกี้ที่หลุมสุดท้าย
เพอรี่ ชิพไม่ดีที่หลุม 17 ทำให้เขาเสียโบกี้ หลุม 18 ไดร์ฟตกบ่อทรายและหลุดพัตต์สำคัญที่จะทำให้เขาได้กรีนแจ็กเก็ตโดยพัตต์สั้นไปเพียงไม่กี่นิ้ว
แคมป์เบล หลุดวงจรเพลย์ออฟไปก่อนในหลุมแรก คงเหลือเพอร์รี่และคาเบรร่าสู้กันต่อ แต่โชคไม่ดีก็เกิดกับเพอร์รี่เมื่อเขาต้องพบกับปัญหาอีกครั้ง ในขณะที่โชคดีหันไปสู่คาเบรร่าแทน คาเบรร่าไดร์ฟลูกชนต้นไม้กระดอนเข้าแฟร์เวย์แทนที่จะหายไปอยู่แห่งหนตำบลอื่น เสื้อแจ๊กเก็ตสีเขียวจึงตกเป็นของคาเบรร่าส่งผลให้เขากลายเป็นแชมป์เมเจอร์สองสมัย ในขณะที่ เพอร์รี่ กลายเป็นผู้ชวดแชมป์เมเจอร์สองสมัย
เมเจอร์รายการที่สอง ยูเอส โอเพ่น ที่แข่งขันกันท่ามกลายสภาพอากาศแปรปรวน ต้องเล่นกันถึงห้าวัน โดยในรอบสุดท้ายซึ่งแข่งกันในวันจันทร์ นักกอล์ฟชื่อดังทำคะแนนอัดกันแน่นเป็นแพ็คชนิดที่เดาไม่ถูกว่าใครจะคว้าแชมป์การแข่งขัน
ฟิล มิคเคลสัน มาแข่งขันท่ามกลางข่าวการต่อสู้กับโรคมะเร็งทรวงอกของภรรยา ขณะเดียวกัน เดวิด ดูวัล ก็ทำคะแนนโด่งขึ้นมามีโอกาสอีกคนหนึ่งหลังจากตกต่ำหายหน้าหายตาไปนานถึงแปดปี
ริคกี้ บาร์นส์ อดีตแชมป์ ยูเอส อเมเจอร์ ขึ้นนำที่ 8 อันเดอร์พาร์เข้าสู่รอบสุดท้าย โดยมี ลูคัส โกลเวอร์ ตามมาที่ 7 อันเดอร์พาร์ ทิ้งห่างกลุ่มผู้ตามหลายคนที่เกาะกลุ่มกันที่ 2 อันเดอร์พาร์ ชัยชนะน่าจะอยู่ในมืองของ บาร์น หรือ โกลเวอร์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด
อาจจะเป็นด้วยความกดดันในฐานะผู้นำ ทำให้บาร์นค่อยๆทิ้งสกอร์ไปอย่างน่าเสียดาย ตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ทรอบสุดท้าย ในช่วงต้นๆ โกลเวอร์ก็พลอยพังไปด้วย จากนำห่างถึงหกสโตรค ความห่างก็ค่อยๆลดลงมาในขณะที่กลุ่มที่ตามก็ค่อยๆกระเตื้องขึ้นมา การแข่งขันตื่นเต้นขึ้นเมื่อฟิลมิคเคลสัน ทำอีเกิ้ลที่หลุม 13 ขึ้นมานำคู่กับโกลเวอร์ ในขณะที่บาร์นส์หล่นไปอยู่ที่ 3 อันเดอร์
กลุ่มที่ตามมาอย่าง รอส ฟิชเชอร์, เดวิด ดูวัล, ไทเกอร์ วู๊ดส์, ฮันเตอร์ มาฮาน และ ไมค์ เวียร์ ต่างไล่ขึ้นคู่คี่ห่างกันเพียงแค่สโตรคสองสโตรค ซึ่งสำหรับ ยูเอส โอเพ่น อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ คนดูก็เริ่มมีลุ้น แต่ มิคเคลสันก็มาพลาดเองเมื่อเสียโบกี้ที่หลุม 15 และ 17 ในขณะที่ฟิชเชอร์ก็พัตต์พลาดระยะใกล้ๆถึงสองหลุม ส่วนไทเกอร์ วูดส์ ก็พัตต์ไม่ดี ดูวัลที่ขึ้นมานำคู่ประเดี๋ยวหนึ่งก็หลุด มีเพียงโกลเวอร์ที่เล่นด้วยความสงบนิ่ง
และเมื่อเหลือสองหลุมสุดท้าย โกลเวอร์ก็ทิ้งห่างกลุ่มผู้ตามสองสโตรค เพียงทำพาร์เขาก็จะสามารถคว้าแชมป์ไปครอง และก็เป็นไปตามคาด เมื่อผู้ตามทำอะไรไม่ได้ โกลเวอร์จึงคว้าแชมป์ไปด้วยชัยชนะสองสโตรค มีคะแนนรวม 4 อันเดอร์พาร์ 276
ท็อม วัตสัน นำมาตั้งแต่ต้นจนจบในรายการ บริติช โอเพ่น แต่แชมป์กลับตกเป็นของ สจ๊วต ซิงค์ เมื่อส้มหล่นใส่อย่างแรงแบบไม่น่าเชื่อ
ลี เวสท์วูด, คริส วูดส์, เรทีฟ กูเซ่น ทั้งหมดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีโอกาสคว้าแชมป์ในรอบสุดท้าย ทว่าแต่ละคนก็ทำคะแนนร่วงลงไปเอง แม้แต่ สจ๊วต ซิงค์ ก็ร่วงลงไปจนเหลือเพียงหนึ่งอันเดอร์พาร์ แต่เบอร์ดี้ที่หลุมสุดท้ายทำให้เขากลับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง โดยจบเป็นผู้นำที่ 2 อันเดอร์พาร์ในคลับเฮาส์
ในขณะที่วัตสันมีคะแนนนำหนึ่งสโตรคอยู่ที่ 3 อันเดอร์พาร์ สิ่งที่เขาต้องทำเพียงแค่ทำพาร์ให้ได้ในหลุมสุดท้าย แต่วัตสันเล่นช็อตสองได้สวยเกินไปลูกล้นมาอยู่หลังกรีน แต่ลูกชิพที่ผิดพลาดทำให้วัตสันต้องมาเก็บพัตต์พาร์ระยะ 8 ฟุต แต่เมื่อเขาพลาด จึงต้องออกไปเล่นเพลย์ออฟอีกสี่หลุมกับ ซิงค์ ที่กำลังฟอร์มสดและแข็งแกร่งด้วยวัยเพียง 36 ปี ฝันร้ายจึงกลายเป็นของ วัตสัน
ตลอดการเล่นสี่หลุม วัตสัน กลายเป็นฝ่ายตามนับตั้งแต่หลุมแรก และขาของเขาก็เริ่มไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง และไม่ทำงาน เมื่อเขาตีเข้าใส่ฝูงชน แม้แต่ตัวเขาเองยังบอกว่า “ขาของผมไม่ทำงาน” ตลอดสี่หลุมของการเล่นเพลย์ออฟ วัตสัน กลับกลายเป็นนักกอล์ฟวัยใกล้ 60 ที่อ่อนละโหยโรยแรง เขาคงหมดทั้งแรง ที่ต้องเล่นติดต่อกันอีกสี่หลุมโดยไม่ได้พัก และหมดทั้งกำลังใจที่พลาดแชมป์ไปด้วยอารมณ์อันอ่อนไหวกลายเป็นความกดดันให้กับตนเอง
งานนี้แชมป์จึงตกเป็นของ สจ๊วต ซิงค์ ผู้ไม่เคยคว้าแชมป์เมเจอร์มาก่อนเลย
มาถึงเมเจอร์สุดท้าย พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ที่ทั่วโลกพูดถึงกันเซ็งแซ่ในชัยชนะของ วาย อี หยาง นักกอล์ฟเกาหลีใต้ ผู้เคยเอาชนะ ไทเกอร์ วูดส์ มาก่อนหน้านี้แล้วในการแข่งขัน HSBC Championship ในปี 2006 โดยหยางเอาชนะไทเกอร์ ไปได้สองสโตรคคว้าแชมป์รายการใหญ่ส่งท้ายปีซึ่งเป็นรายการ โค-แซงค์ชั่นระหว่างเอเชี่ยน ทัวร์ และ ยูโรเปี้บยน ทัวร์ เขารับเงินรางวัลครั้งนั้น $833,000 ขยับอันดับในเวริลด์ แร้งกิ้ง ขึ้นมาอยู่ในท็อป-40
หลังจากนั้น หยาง ได้รับเชิญเข้าเล่นในรายการใหญ่ๆของพีจีเอ ทัวร์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นอยู่ใน โกเรียน ทัวร์ และ เจแปน ทัวร์ และคว้าแชมป์จากเจแปน ทัวร์ 4 รายการ รวมทั้ง โกเรียน โอเพ่น อีกหนึ่งรายการ
ในช่วงต้นปี 2009 ก่อนหน้านี้ หยาง คว้าแชมป์ พีจีเอ ครั้งแรกให้กับตนเองได้จากรายการ ฮอนด้า คลาสสิค และกลายเป็นม้ามืดมาคว้าแชมป์ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ล่าสุด
ในรอบสุดท้าย หยางประกบคู่กับ ไทเกอร์ วูดส์ ออกเป็นคู่สุดท้าย โดย วูดส์ มีคะแนนำสองสโตรค วงการกอล์ฟทั่วโลกต่างยกให้ วูดส์เป็นตัวเต็ง เพราะขึ้นนำมาตลอดสามวันแรก แถมยังนำเมื่อเข้าสู่รอบสุดท้าย ใครเลยจะคิดว่านักกอล์ฟมืออันดับ 110 ของโลก จะเอาชนะนักกอล์ฟมือหนึ่งผู้แข็งแกร่งอย่างไทเกอร์ได้
แต่ หยาง ผู้ไม่มีอะไรจะเสีย ได้พิสูจน์ถึงความอดทน และความสามารถในการควบคุมจิตใจ เล่นด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่นในตนเองเต็มเปี่ยม พลิกสถานการณ์จากการเป็นม้ามือรองอันดับต่ำชั้นกว่ามาก กลับมาเอาชนะวูดส์ได้ด้วยคะแนนสูงถึงสามสโตรคเมื่อจบการแข่งขัน ท่ามกลางสายตานักข่าวช่างภาพ และแฟนกอล์ฟที่เดินตามชมคู่เอกอย่างล้นหลาม
นักกอล์ฟเกาหลีลูกชาวสวนผักเกิดมาในฐานะยากจน ชนิดที่เรียกว่า กีฬากอล์ฟเป็นไปไม่ได้ที่คนระดับอย่างเขาจะมีโอกาสได้เล่น แต่ หยาง เห็นต่างจากผู้เป็นพ่อ เขาไม่ยอมทำสวนผักตามแบบฉบับของครอบครัว เพราะไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ในสภาพยากจนเช่นนี้ แต่กลับไปสมัครเป็นเด็กเก็บลูกในสนามซ้อมกอล์ฟ และแอบซ้อมกอล์ฟในเวลาดึกหลังเลิกงาน จนกระทั่งเทรินโปร และออกตระเวนแข่งขันจนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้
ชัยชนะของหยางครั้งนี้ พิสูจน์และเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า นักกอล์ฟหลายคน
ที่เล่นอยู่ใน พีจีเอ ทัวร์ ก็สามารถเอาชนะไทเกอร์ วูดส์ได้เมื่อต้องออกรอบในก๊วนสุดท้ายด้วยกัน ทั้งนี้อยู่ที่จิตใจและความเชื่อมั่น วูดส์เองก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่มีพลาดได้เช่นกัน
ชัยชนะครั้งนี้ ทำให้หยางขยับเงินรางวัลของปีนี้จากอันดับที่ 25 มาอยู่ในอันดับที่ 9 ด้วยเงินรางวัลรวมกว่า 3.2 ล้านเหรียญฯ และขยับอันดับโลกจากอันดับที่ 110 ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 34
จากเด็กยากจนที่พ่อไม่เห็นด้วยที่ลูกเล่นกอล์ฟ เพราะเป็นกีฬาของคนรวย แต่ตอนนี้ พ่อต้องยอมรับแล้วว่า เพราะกีฬากอล์ฟที่ทำให้ลูกกลายเป็นเศรษฐีในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี |